ตลอดทั้งซีรีส์ 23 บทความที่ผ่านมา เราได้เจาะลึกถึงความเสี่ยง ข้อยกเว้น และคดีความชวนปวดหัวหลากหลายรูปแบบที่ธุรกิจต้องเผชิญกันไปแล้ว หวังว่าทุกท่านคงเห็นภาพแล้วว่าทำไม ประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์ (Product Liability) ถึงเป็นโล่กำบังที่ดีที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ
แล้วถ้าวันนี้ คุณเดินถือโปรเจกต์จะไปเสนอบอร์ดบริหารเพื่อขออนุมัติจัดซื้อประกันภัย... คุณจะเลือก "บริษัทประกันเจ้าไหน" หรือ "แพ็กเกจแบบใด" ถึงจะตรงโจทย์ที่สุด? เราได้สรุป 5 ขั้นตอนเด็ด (Checklists) มาให้คุณกางคู่กับใบเสนอราคาเรียบร้อยครับ:
Step 1: ประเมินความเสี่ยงและพิกัดการขาย (Territory)
อันดับแรกต้องดูว่าสินค้าคุณขายที่ไหนบ้าง? ถ้าร้านออนไลน์ขายในไทย 100% ให้เน้นซื้อแบบ Thailand Only เพื่อกดเบี้ยให้ถูก แต่ถ้าคุณชิปปิ้งส่งออก หรือคาดว่าจะมีชาวต่างชาติซื้อของกลับไปประเทศเขา ให้ขยาย Jurisdiction ออกไปเป็น Worldwide จะพ่นพิษในภายหลังครับ
Step 2: เลือกวงเงินคุ้มครอง (Limit of Liability)
อย่าตั้งวงเงินเว่อร์เกินจำเป็น แต่ก็อย่าตั้งต่ำติดดินจนน่าเกลียด ให้ประเมินจาก "เคสที่พังรุนแรงที่สุด (Worst Case Scenario)" ที่สินค้าคุณจะทำได้ เช่น ถ้าขายอาหารเสริม เคสแย่สุดคือลูกค้าช็อกตาย ค่าตัวลูกค้าอาจตกอยู่ที่ศาลตัดสิน 2-5 ล้าน ดังนั้น วงเงิน 5-10 ล้านก็ถือว่า Safe สำหรับ SME แล้วครับ
Step 3: มองหาบริษัทประกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก (Credit Rating)
ถ้าคุณนำใบรับรองไปโชว์ในตลาดต่างประเทศ แบรนด์บริษัทประกันฝั่งตะวันตก (อเมริกา/ยุโรป) เช่น AIG, Chubb, หรือ Allianz มักจะเป็นที่ยอมรับและสร้างความน่าเชื่อถือกับห้างสรรพสินค้า (Retailers) ฝรั่งได้เร็วกว่าแบรนด์ Local ครับ การเช็ก Credit Rating อย่าง A- หรือสูงกว่า ก็เป็นหมุดหมายที่ควรมองหา
Step 4: ตรวจสอบเครือข่ายทีมกฎหมาย (Duty to Defend)
ถามโบรกเกอร์กลับไปตรงๆ เลยครับว่า "หากโดนฝรั่งฟ้องที่อเมริกา บริษัทประกันมีทีมเครือข่าย Local Network เข้าไปสู้คดีในศาลเท็กซัสให้ไหม?" ถ้าระบบหลังบ้านแน่นหนา บริษัทประกันที่ดีจะต้องมีพาร์ทเนอร์ลงพื้นที่เข้าไปจัดการเจรจาแทนตัวเจ้าของธุรกิจแบบครบวงจร
Step 5: เลือกปรึกษากับโบรกเกอร์นิติบุคคล (Corporate Broker)
ประกันภัยสายนี้มีความซับซ้อนเกินกว่าตัวแทนพาร์ทไทม์จะเชี่ยวชาญครับ คุณควรใช้บริการของ โบรกเกอร์ประกันภัย (Insurance Broker) ที่มีทีม Risk Management เพราะโบรเกอร์สามารถช่วยรวบรวมเบี้ยและเอา 5-6 บริษัทมาเปรียบเทียบตารางแข่งกัน (Comparision) แล้วเฟ้นหาสิ่งที่ดีที่สุดให้องค์กรคุณได้ แถมยังมีทีมเคลมคอยไฟต์ให้เวลามีปัญหาด้วย
ถ้าสินค้าเกิดปัญหา ธุรกิจต้องรับผิดอะไรบ้าง?
เช็ก Product Liability, Product Recall, ข้อกำหนดจากคู่ค้า และเอกสารสินค้าใน 2 นาที
ตัวอย่างผลลัพธ์
บทสรุป
การเซาะหาข้อเสนอที่ดีที่สุด ไม่ต่างจากการเตรียมเสบียงให้โรงงานโดยมี การป้องกันความรับผิดแบบองค์รวม เข้ามาซัปพอร์ต ธุรกิจจะเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ ก็ต่อเมื่อแม่ทัพมั่นใจว่า "ข้างหลังฉันมีเกราะที่แข็งแกร่งที่สุดคอยคุ้มกันอยู่" ครับ
อยากหา Broker วางแผนประกันภัยที่รู้ใจธุรกิจสเกล SME และองค์กร B2B อย่างแท้จริงใช่ไหมครับ? ถ่ายทอดความต้องการของคุณให้กระบี่มือหนึ่งของ Siam Advice Firm (LINE: @siamadvicefirm) จัดการสรรหาเปรียบเทียบแพ็กเกจสุดคุ้มและยื่นเสนอราคาให้แบบหมดเปลือกได้เลยครับ!
บทความที่เกี่ยวข้อง
ผู้ผลิต OEM vs ผู้นำเข้า: ใครต้องซื้อ Product Liability Insurance?
เมื่อสินค้าเกิดทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตราย ผู้ผลิต OEM หรือผู้นำเข้าต้องรับผิด — วิเคราะห์ว่าใครต้องมี PL Insurance และควรคุ้มครองแค่ไหน
กรณีศึกษา: ผู้ผลิตอาหารถูกฟ้องเรื่องสินค้าไม่ปลอดภัย — PL ช่วยอะไรได้บ้าง
ผู้ผลิตอาหารถูกผู้บริโภคฟ้องเรื่องสินค้าทำให้อาเจียน — กรณีศึกษาจริงว่า Product Liability Insurance ช่วยอะไรได้บ้าง ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่
ประกันความรับผิดต่อผลิตภัณฑ์สำหรับสินค้าส่งออก: ทำไม EU/US Market ถึงบังคับ
ผู้ผลิตไทยที่ส่งออกไป EU และ US ต้องมี Product Liability Insurance — ทำมาจากกฎหมายอะไร คุ้มครองอะไรบ้าง และไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น