ย้อนกลับ
เกร็ดความรู้2 พ.ย. 2569

Air Freight vs. Sea Freight: ความเสี่ยงที่ต่างกัน

ในการส่งออกสินค้า ผู้ประกอบการมักต้องเลือกระหว่าง Air Freight (ทางอากาศ) และ Sea Freight (ทางเรือ) ซึ่งนอกจากเรื่อง "ราคา" และ "เวลา" แล้ว "ความเสี่ยง" ของทั้งสองทางเลือกก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ

1. Air Freight (ทางอากาศ)

  • จุดเด่น: เร็ว ความปลอดภัยสูง
  • ความเสี่ยงหลัก:
    • การกระแทก (Handling): แม้จะเดินทางสั้น แต่การขนถ่ายสินค้าขึ้นลงเครื่องบินอาจรุนแรง
    • อุณหภูมิ: การเปลี่ยนแปลงความดันและอุณหภูมิบนเครื่องอาจผลกระทบสินค้าบางประเภท
    • ค่าใช้จ่ายสูง: หากเกิดความเสียหาย มูลค่าความเสียหายมักสูงตามไปด้วย

2. Sea Freight (ทางเรือ)

  • จุดเด่น: ขนได้เยอะ ต้นทุนต่ำ
  • ความเสี่ยงหลัก:
    • ความชื้น (Moisture): สนิม เชื้อรา เป็นศัตรูตัวฉกาจของการเดินทางยาวนานในทะเล
    • การโคลงเคลง (Rough Seas): สินค้าอาจไหลกองรวมกันหรือกระแทกกันในตู้คอนเทนเนอร์
    • General Average: กฎหมายทางทะเลที่อาจทำให้คุณต้องช่วยหารค่าเสียหายร่วมกับเจ้าของเรือ (แม้สินค้าคุณจะไม่เสียหาย!)

เลือกประกันอย่างไร?

ไม่ว่าจะส่งทางไหน ประกันขนส่ง (Marine Cargo Insurance) สามารถเลือกความคุ้มครองให้เหมาะได้:

  • Clause A: คุ้มครองความเสี่ยงทุกชนิด (All Risks) เหมาะกับสินค้าทั่วไปและสินค้ามูลค่าสูง
  • Clause C: คุ้มครองเฉพาะภัยหลัก (ไฟไหม้, เรือจม, รถคว่ำ) เหมาะกับสินค้า Bulk ที่ไม่เสียหายง่าย (เช่น ถ่านหิน, เศษเหล็ก)

เลือกโหมดการขนส่งที่ใช่ และอย่าลืมปิดความเสี่ยงด้วยประกันที่เหมาะสมนะครับ

ปรึกษาฟรี

ปรึกษาฟรี

ปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญของเราฟรี เพื่อความมั่นคงของธุรกิจคุณ ไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่มีข้อผูกมัด