เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนกรกฎาคม 2026 ผู้ประกอบการหลายท่านอาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในใบเสนอราคาประกันภัยที่ส่งมาถึงโต๊ะทำงาน ไม่ว่าจะเป็นประกันอัคคีภัยโรงงาน หรือประกันความรับผิดต่างๆ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลสะท้อนจากตลาดประกันภัยโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะ Hard Market อย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี
ในบทความนี้ Siam Advice Firm จะพาทุกท่านไปเจาะลึก 3 เทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรก และวิธีที่ธุรกิจไทยควรปรับตัวเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินในครึ่งปีหลัง
1. ภาวะ Hard Market: เมื่อเบี้ยประกันพุ่งสูงแต่ความคุ้มครองตึงตัว
ข้อมูลจากรายงานของ AM Best และ Milliman ในช่วงต้นปี 2026 ชี้ให้เห็นว่าบริษัทประกันภัยต่อ (Reinsurers) ทั่วโลกมีการปรับเพิ่มอัตราเบี้ยประกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มทรัพย์สินอุตสาหกรรม (ประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (IAR)) และประกันภัยขนส่ง (ประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเล (Marine Cargo)) สาเหตุหลักมาจากความถี่ของภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อค่าซ่อมแซมและค่าอะไหล่
สำหรับธุรกิจไทย สิ่งที่พบคือ:
- เบี้ยประกันปรับตัวสูงขึ้น 10-20% แม้บริษัทจะไม่มีประวัติการเคลมเลยก็ตาม
- เงื่อนไขข้อยกเว้น (Exclusions) มีรายละเอียดมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับภัยไซเบอร์และโรคระบาด
- การเลือกรับงานที่เข้มงวดขึ้น บริษัทประกันเริ่มปฏิเสธธุรกิจที่มีระบบ Safety ไม่ได้มาตรฐาน
2. การก้าวเข้าสู่ยุค Smart Protection
ครึ่งปีแรกของ 2026 เราเห็นโรงงานไทยหันมาติดตั้งระบบ IoT และ Sensor ตรวจวัดความร้อนในตู้ไฟฟ้ากันมากขึ้น เทรนด์นี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความปลอดภัย แต่กลายเป็น "ข้อต่อรองหลัก" ในการเจรจาเบี้ยประกัน บริษัทประกันยินดีให้ส่วนลดพิเศษสำหรับสถานประกอบการที่มีระบบป้องกันเชิงรุก (Proactive Mitigation) มากกว่าระบบเชิงรับแบบเดิมๆ
3. ความสำคัญของ ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (BI) ที่เพิ่มขึ้น
จากปัญหา Supply Chain ชะงักงันในช่วงที่ผ่านมา ธุรกิจเริ่มตระหนักว่าความเสียหายต่ออาคารอาจไม่น่ากลัวเท่า "ความเสียหายจากการหยุดผลิต" เทรนด์ครึ่งปีแรกชี้ให้เห็นว่ามีการซื้อความคุ้มครอง BI เพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์
เช็กจุดเสี่ยงประกันโรงงานใน 2 นาที
ตอบ 8 คำถามเพื่อดูว่าโรงงานควรรีวิวเรื่องทุนประกัน เครื่องจักร BI หรือเอกสารเคลมตรงไหนก่อน
ตัวอย่างผลลัพธ์
กรณีศึกษา: บทเรียนจากโรงงานผลิตพลาสติกย่านสมุทรปราการ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โรงงานแห่งหนึ่งประสบเหตุไฟฟ้าลัดวงจรในห้องควบคุมหลัก แม้อาคารจะไม่เสียหายมากนัก แต่เครื่องจักรหลักไม่สามารถทำงานได้ และอะไหล่ต้องสั่งนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งต้องใช้เวลากว่า 4 เดือน หากโรงงานนี้มีเพียงประกันอัคคีภัยพื้นฐาน พวกเขาจะต้องแบกรับค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Costs) และกำไรที่หายไปเองทั้งหมด แต่ด้วยการวางแผนที่ปรึกษาประกันภัยที่ครอบคลุมถึง ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (BI) ทำให้ธุรกิจสามารถรักษากระแสเงินสดและจ่ายเงินเดือนพนักงานได้ตลอดช่วงเวลาที่หยุดซ่อม
การบริหารความเสี่ยงไม่ใช่แค่การซื้อประกัน แต่คือการวางรากฐานความมั่นคงให้ธุรกิจของคุณ — Siam Advice Firm พร้อมเป็นที่ปรึกษาเคียงข้างคุณ ด้วยประสบการณ์ในการบริหารความเสี่ยงภาคอุตสาหกรรมและ B2B อย่างครบวงจร
หากต้องการปรึกษาเพิ่มเติม สามารถติดต่อเราได้ที่ LINE: @siamadvicefirm ครับ
บทความที่เกี่ยวข้อง
SME เริ่มขยายสาขา: วิธีจัดการกรมธรรม์หลายโลเคชั่นให้ประหยัดเบี้ยและคุ้มครองครบ
จาก 1 ร้านเป็น 5 ร้าน จาก 1 โรงงานเป็น 3 สาขา ความเสี่ยงทวีคูณแต่เบี้ยประกันไม่จำเป็นต้องทวีคูณตาม มาดูเทคนิคการทำ Master Policy สำหรับธุรกิจที่กำลังเติบโต
ประกันหยุดชะงักทางธุรกิจ (BI) สำหรับร้านอาหารและคาเฟ่: เมื่อหน้าร้านเปิดไม่ได้ แต่ค่าใช้จ่ายยังเดินต่อ
ร้านอาหารใหญ่ๆ ไม่ได้กลัวแค่ไฟไหม้ แต่กลัว 'การปิดร้านนานๆ' มากกว่า มาดูกันว่าประกัน Business Interruption จะช่วยจ่ายเงินเดือนพนักงานและค่าเช่าที่ให้คุณได้อย่างไร
สงกรานต์หยุดยาวกับ Business Continuity: ประกันช่วยได้อย่างไร
ช่วงสงกรานต์คือช่วงเสี่ยงที่ธุรกิจไทยต้องเผชิญ ทั้งโจรกรรม ไฟไหม้ และ Supply Chain หยุดชะงัก — วางแผน Business Continuity ด้วยประกันที่ถูกต้อง