เพราะการส่งออกสินค้าในแต่ละคราวมักมีการขนส่งเป็นจำนวนมากในแต่ละคราว
ทั้งนี้เพราะการส่งออกในแต่ละครั้งย่อมมีค่าใช้จ่ายและค่าเสี่ยงภัยต่างๆ
ที่ตามมามากกว่าการขายสินค้าในประเทศ
ซึ่งผู้ประกอบการทั้งหลายย่อมทราบปัญหาข้อนี้ดี
แต่ก็ยอมก้าวเข้าสู่การบริหารการส่งออกสินค้าเพื่อเป็นการบุกตลาดสินค้าของตนให้ขยายตัวมากขึ้น
ดังนั้นการชำระเงินค่าสินค้าในการส่งออกไปยังต่างประเทศก็ย่อมมีจำนวนสูงมากขึ้นตามไปด้วย
ซึ่งผู้ประกอบการทั้งหลายก็ยังมีตัวช่วยในเรื่องการชำระเงิน
ที่สามารถเลือกให้เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองด้วย
มีเทคนิคอะไรบ้าง
ตามมาดูกันเลย
สามารถแบ่งการชำระเงินออกเป็น
4
วิธีหลักๆ
ได้ดังนี้
1.
การชำระเงินล่วงหน้า
(Advance Payment)
วิธีนี้เป็นการตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
โดยการให้ผู้ซื้อชำระเงินล่วงหน้าก่อน
จากนั้นผู้ขายจึงจะจัดส่งสินค้าตามสเป็กที่ตกลงกันไปยังผู้ซื้อ
ซึ่งการชำระเงินรูปแบบนี้จะเห็นว่าภาระไปตกอยู่ที่ฝ่ายผู้ซื้อ
เพราะต้องแบกรับภาระในเรื่องคุณสมบัติของสินค้าที่อาจได้ไม่ตรงตามสเป็กที่ต้องการได้
ดังนั้นธุรกิจ
SME
ส่วนใหญ่
จึงนิยมให้ผู้ขายทำหนังสือค้ำประกัน
(Advance Payment Standby / Guarantee)
เพื่อเป็นการการันตีในคุณสมบัติของสินค้าส่งออกนั่นเอง
ซึ่งวิธีการชำระเงินแบบนี้เหมาะกับธุรกิจที่ส่งออกไม่มากนัก
และผู้ซื้อยินยอมรับความเสี่ยงนั้นๆ
2.
การเปิดบัญชีขายเชื่อ
(Open Account)
วิธีนี้เป็นวิธีตรงกันข้ามกับข้อแรก
โดยเป็นการตกลงให้ผู้ขายจัดส่งสินค้าตามสเป็กที่ผู้ซื้อเรียกร้อง
ไปยังผู้ซื้อปลายทางเสียก่อน
โดยผู้ขายจะจัดทำเอกสารการส่งออกสินค้า
และทำข้อตกลงกันว่าจะมีการชำระเงินค่าสินค้าเมื่อใด
และอย่างไร
ซึ่งวิธีการนี้ผู้ขายจะต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาหรือไม่ชำระค่าสินค้านั้นๆ
ได้
ดังนั้นผู้ขายจึงนิยมให้ผู้ซื้อทำหนังสือค้ำประกัน
(Commercial Standby / Guarantee)
ให้ไว้
เพื่อสามารถนำไปฟ้องร้องให้รับผิดได้ภายหลัง
วิธีการชำระเงินแบบนี้มักจะเหมาะกับธุรกิจ
SME
ที่ไม่ใหญ่มากนัก
และยังเป็นคู่ค้าที่สามารต่อรองกันได้ง่ายอีกด้วย
3.
การชำระเงินโดยตั๋วเรียกเก็บ
(Bill for Collection)
ผู้ขายจะส่งสินค้าไปยังปลายทางก่อน
แต่ผู้ซื้อจะยังไม่อาจรับสินค้าได้
จนกว่าธนาคารผู้ขายจะแจ้งไปยังธนาคารผู้ซื้อให้มาชำระค่าสินค้า
เมื่อผู้ซื้อได้รับเอกสารจากธนาคารแล้วจึงนำไปชำระเงินตามจำนวนหรือรับรองตั๋วแลกเงิน
และเมื่อมีการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว
จึงติดต่อขอรับสินค้าได้
วิธีการชำระเงินแบบนี้เริ่มขยับความเป็นสากลขึ้นมาบ้าง
ดังนั้นจึงเหมาะกับธุรกิจทั่วๆ
ไป
ตั้งแต่ขนาดกลางไปจนถึงขนาดใหญ่นั่นเอง
4.
การชำระเงินโดยเลตเตอร์ออฟเครดิต
(Letter of Credit
หรือ
L/C)
วิธีนี้เป็นการลดความเสี่ยงของทั้ง
2
ฝ่าย
ซึ่งทั้ง
2
ฝ่ายต่างไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงซึ่งกันและกันเลย
โดยผู้ซื้อจะเปิด
L/C
ผ่านธนาคารของผู้ซื้อไปยังธนาคารของผู้ขายมีการระบุเงื่อนไขต่างๆ
ใน
L/C
จากนั้นผู้ขายจึงจะส่งสินค้าไปให้ผู้ซื้อ
เมื่อผู้ขายส่งสินค้าตามเงื่อนไขก็นำเอกสารการส่งสินค้าและเอกสารตามเงื่อนไข
L/C
ไปเรียกเก็บเงินกับธนาคารของผู้ขายได้เลย
ผู้ซื้อก็ชำระเงินแล้วธนาคารของผู้ซื้อก็จะมอบเอกสารต่างๆ
ให้ผู้ซื้อไปรับสินค้าออกมาได้
ซึ่งจะเห็นว่าเป็นการชำระค่าสินค้าที่เสมอภาคในเรื่องความเสี่ยงทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเลยทีเดียว
วิธีการชำระเงินแบบนี้นับว่าเป็นวิธีการชำระแบบสากลที่สุด
และมีความปลอดภัยที่สุด
ดังนั้นจึงเหมาะกับทุกธุรกิจเลยนั่นเอง
ซึ่งเทคนิคทั้ง
4
ข้อนี้ก็มีข้อดีและข้อด้อยในด้านความเสี่ยงและวิธีการที่แตกต่างกัน
ดังนั้นคุณจึงควรพิจารณาถึงปัจจัยต่างๆ
รวมทั้งความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจของคุณได้ประกอบด้วย
เพื่อจะเป็นการลดความเสี่ยงต่างๆ
ที่อาจเกิดขึ้น
รวมทั้งยังช่วยให้การดำเนินธุรกิจคล่องตัวอีกด้วย
[caption id="attachment_1457" align="aligncenter" width="6000"] ประกันส่งออก ประกันขนส่ง ประกันภัยการขนส่ง ประกันภัยการส่งออก[/caption]
เทคนิคเลือกชำระเงินที่ไม่กระทบต่อการบริหารธุรกิจส่งออก
ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม?
ปรึกษาฟรี